Hydrogen - The longer tailpipe

Uncategorized August 21st, 2008

emission_diagram

Efficiency of gas, hybrid and hydrogen from well to wheels
photos courtesy of Toyota Motor Corp.

Remember the old Chevron commercials where you saw the oil rigs in the middle of the ocean and the fish were happily swimming around the barnacled bottome of the rig? At the end of the commercial the Chevron logo came up and asked "Do people really care? People do care."

That’s Bill Reinert, Bill is involved in saving the Galapagos Islands. He’s concerned about strip mining and all things environmental.

He’s also concerned with what we call well to wheels. Well to Wheels is the term the auto industry uses to describe the time, or dollar amount, the raw fuel is abstracted from the ground (or hydrogen is produced) to the point its energy is translated into motion at the wheel of the vehicle. Reinert is most concerned with the well to wheel thermal efficiency. So far, well to wheel thermal efficiency is last for hydrogen.

As seen in the chart, currently a gas vehicle (GV) and gas hybrid vehicle (G-HV) are the most efficient. This is because both use gas and the well to tank percentage right now is 88 percent efficiency. This means that only 12 percent efficiency is lost in production of fuel. Once you get the gas in the tank, the tank to wheel efficiency goes way down in an internal combustion engine and up in a hybrid. Hydrogen fuel cell vehicles (FCHV) are woefully bad from well to tank (production), at only 58 percent efficiency. The tank to wheel, however is much more efficient than even the newest Toyota Prius.

According to Reinert, "A hydrogen powered fuel cell vehicle emits only water. Carbon monoxide, however, is produced when hydrogen is made from fossil fuels, as we currently do. If we intend to reduce carbon monoxide, we must go beyond tank to wheel efficiency and tackle well to tank efficiency as well. We need to consider production methods from a comprehensive viewpoint." Most people don’t even think about how many emissions are created when producing the fuel, only how many emissions are being spewed out of the exhaust pipe.

toyota_fchv

Toyota’s Fuel Cell Hydrogen Vehicle (FCHV)
photos courtesy of Toyota Motor Corp.

It may be years before there are standards and codes for production, storage and distribution of large amounts of hydrogen. The hope of all concerned is that the production of hydrogen can become more efficienct, with less emissions.

In the mean time auto manufacturers are working on vehicles that can run on hydrogen. I drove the Toyota FCHV and was amazed and excited.

The world breaks out hybrid technology from hydrogen fuel cell technology. Toyota does not. The Toyota Prius is the world’s first mass produced hybrid car. It combines an internal combustion engine (ICE) and a battery, power control unit and motor to achieve energy management, fuel efficiency and less emissions.

Toyota has applied the same practice to their Toyota Fuel Cell hydrogen vehicle (FCHV). The one big difference is they have replaced the ICE with a fuel cell stack.

In the FCHV, the electricity comes from the fuel cell, powered by an electric motor. In the Prius, electricity comes from a battery, powered by an ICE. The fuel cell gets its energy from hydrogen whereas the ICE gets its energy from gasoline.

So, how does the FCHV drive?

The fuel cell cars of today should be kept and put in the Smithsonian, just as the Model A and Model T surely reside in museums. The current hydrogen cars are the cars of a hundred years ago. The technology on these cars will be obsolete before they are finished producing the first commercially viable hydrogen car.

toyota_hybrid_diagram

Toyota’s hybrid and hydrogen design

The FCHV exterior looks just like any other Highlander SUV. It wouldn’t have surprised me if someone had honked and threw a green peace sign at me, that is how normal they look. There is one badge that says FCHV, but that’s it. No funny looking Prius - car of the future - design.

According to Reinert, the car of today doesn’t have enough power, it’s too "tanked up", weighing at least 300 lbs more than a regular Highlander. And he says it doesn’t go far enough between fuel stops to be commercially viable.

Reinert, obviously, doesn’t drive a large SUV too often.

If I were to compare a large ICE SUV with the Highlander hydrogen (HH) there would be some surprising results. While one can feel the weight difference and the difference in suspension the HH is much quieter. While one can feel the difference in power, the passing quotient is much stronger on the HH. Remember, you’re using the same fuel NASA sends space rockets into orbit. It has a lot of oomph, and it has it at the very start. There is no meting the engine to the transmission for optimal torque, the torque on hydrogen comes in at 0 rpm. It made the Toyota Solara Conv feel rather wimpy when I got back in the car.

The next issue is the drive mileage between fuel ups. I have driven SUVs that have cost over $40 to fill up and have gone less than 150 miles to the next fill up.

According to Reinert,"Each new model has to be better and offer more. This is also true about fuel cells."

toyota_fchv_nav

The nav tells you how the fuel cell system is working
photos courtesy of Toyota Motor Corp.

Certainly, this is the time for education and experimentation. Reinert knows it’s not good enough to build a hydrogen Model A when consumers are used to driving the car of their choice with all the functionality included.

By Lou Ann Hammond
Taken from http://www.carlist.com/autonews/2004/toyota_fchv.html

วิธีแปลงราคาทองจากเมืองนอกเป็นราคาทองเมืองไทย

Uncategorized August 16th, 2008

วันนี้จะมาบอกวิธีแปลงราคาทองจากเมืองนอกเป็นราคาทองเมืองไทยให้ครับ
การแปลงราคาทองคำจากเมืองนอกเป็นราคาทองเมืองไทย ใช้ปัจจัยในการคำนวณหลัก ๆ 2 ตัวครับ คือ ราคา Spot Gold ซึ่งสามารถหาได้จากเวปที่ผมได้บอกเพื่อน ๆ ไปแล้ว และอีกปัจจัยคือ อัตราแลกเปลี่ยนเงิน US ดอลล่าร์ ครับ
สำหรับราคา Spot Gold ในวันนี้คือ 739 และอัตราแลกเปลี่ยน ณ เวลานี้คือ 34.216 บาท ต่อ 1 ดอลล่าร์สหรัฐฯ ครับ
ขั้น ตอนที่ 1 ก็คือ เอาราคาทั้งสองมาคูณกันครับ 739 x 34.216 = 25,285.624 บาท ( ขั้นตอนนี้ก็คือการแปลงราคา Spot Gold ซึ่งเป็นค่าเงินดอลล่าร์สหรัฐฯ มาเป็นเงินบาทไทยนั่นเอง )
ขั้นตอนที่ 2 ก็คือทอนผลลัพธ์จากขั้นตอนที่ 1 ซึ่งเรียกเต็ม ๆ ว่า 25,285.624 บาท ต่อน้ำหนักทอง 1 ทรอยออนซ์ ( เพราะเมืองนอกใช้น้ำหนักเป็นทรอยออนซ์ครับไม่ใช่น้ำหนักกรัม ) โดยทอนให้กลายเป็น ต่อน้ำหนักกรัม ทำได้โดยหารด้วย 31.1035 ครับ เพราะน้ำหนัก 1 ทรอยออนซ์ เท่ากับ 31.1035 กรัม ครับ ก็จะได้ค่าเท่ากับ 812.95 บาท ต่อน้ำหนักกรัม
ขั้นตอนที 3 ก็คือ การแปลงผลลัพธ์ใน ขั้นตอนที่ 2 ซึ่งเป็นทอง 99.99 เปอร์เซ็นต์ ให้เป็น ทอง 96.50 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นมาตรฐานทองคำแท่งบ้านเราครับ ทำได้โดยเอา 812.95 x 96.50 / 100 = 784.50 บาท ต่อน้ำหนัก 1 กรัม ด้วยเปอร์เซ็นต์ทอง 96.50
ซึ่งจะเห็นได้ว่าไม่ได้มีการเอาราคาทองเมืองนอก 99.99 มาขายเป็นทอง 96.50 แต่ประการใด เพราะมีการแปลงค่ามาเรียบร้อยแล้ว
ขั้นตอนที่ 4 ก็คือ เอาผลลัพธ์จากขั้นตอนที่ 3 ซึ่งมีหน่วยเป็นน้ำหนักกรัมมาทำให้เป็นน้ำหนักบาท โดยใช้น้ำหนักมาตรฐานของทองแท่ง โดยทองแท่ง 1 บาท เท่ากับ 15.244 กรัม ดังนั้นก็ทำได้โดยเอา 784.50 x 15.244 กรัม เท่ากับ ราคาทองแท่งที่ควรตั้งราคาขายวันนี้ 11958.92 บาท ครับ
แต่ราคาทองคำ แท่งวันนี้ ตั้งไว้ที่ ราคาทองคำแท่งขายออก 11900 ราคาทองคำแท่งซื้อเข้า 11800 ขึ้นมาจากเมื่อวาน 100 บาท เมื่อเอาราคาทองแท่งที่ทางสมาคมตั้งไว้คือ 11900 มาเปรียบเทียบกับผลลัพธ์ในขั้นตอนที่ 4 คือ 11958.92 จะเห็นได้ว่าราคาทองแท่งบ้านเรายังถูกกว่าเมืองนอกอยู่ 58.92 บาท ครับ หาได้แพงกว่าแต่ประการใดไม่
นี่จึงเป็นเคล็ดลับของร้านทองที่นำมาบอกกล่าวอย่างแท้จริง หาได้ไปคัดลอกบทความจากแหล่งอื่นมาเสริมแต่งแต่ประการใด
และ ราคาค่ากำเหน็จบ้านเรา ก็ถูกกว่าเมืองนอกด้วย ถ้าไปซื้อทองที่ อิตาลี เยอรมัน สมมติราคาทองวันนี้ 11900 บาท เขาจะคิดค่ากำเหน็จ 11900 บาท ด้วยเท่ากับราคาทอง และเป็นการขายขาดหาได้มีการประกาศราคารับซื้ออย่างเป็นทางการแบบบ้านเราไม่ และหากรับซื้อเขาก็จะรับซื้อในราคาเศษซากซึ่งต่ำมาก และทองทางแถบยุโรปเปอร์เซ็นต์ทองจะต่ำประมาณ 75 เปอร์เซ็นต์ เท่านั้น ส่วนบ้านใกล้เรือนเคียงอย่าง ฮ่องกง นอกจากมีการคิดค่ากำเหน็จแล้ว เขายังมีการคิดค่าพรีเมี่ยมหรือกล่าวกันง่าย ๆ ก็คือ ค่าเสียโอกาสในการเอาทองที่แขวนโชว์ในร้านไปทำอย่างอื่น กล่าวคือ เขาคิดว่าทองที่โชว์ในร้านของเขามีมูลค่าสูง หากนำไปลงทุนทำอย่างอื่นหรือฝากธนาคารจะได้ดอกเบี้ยดีกว่ามาแขวนโชว์เฉย ๆ ดังนั้นเขาถึงได้บวกค่าพรีเมี่ยมเข้าไปด้วยเหมือนคิดว่าฝากแบงก์กินดอกเบี้ย
นอก จากนี้ร้านทองทุกร้านไม่เคยดูถูกเกษตรกรแต่ประการใด เพราะเขาทั้งหลายคือผู้มีอุปการคุณของร้านทอง เงินทุกบาททุกสตางค์ที่เขานำมาซื้อทองก็ล้วนมาจากหยาดเหงื่อแรงงานของเขา ทั้งสิ้น หาได้ไปปล้นชิงเขามาแต่ประการใด ดังนั้นเมื่อได้เงินหรือรายได้จากหยาดเหงื่อแรงงานของเขามาซื้อทองเพื่อเป็น รางวัลแก่ความสุขตอบแทนการทำงานหนัก จึงหาใช่เรื่องของการโอ้อวดแต่ประการใด เพราะหลายครั้งที่พวกเราก็ซื้อของเล่นมาสะสม ซื้อโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ ๆ ซื้อรถยนต์ ซื้อโน้ตบุ๊ค ซื้อนาฬิกา ซึ่งล้วนแต่เป็นสิทธิของเรา เพราะมันคือรางวัลจากหยาดเหงื่อและแรงงานแรงกายที่ได้ทุ่มเทลงไป แต่สาเหตุที่เกษตรกรซื้อทองไว้เพราะในยามที่ขัดสน รางวัลจากหยาดเหงื่อแรงกายของเขายังสามารถแปรเป็นเงินสดมาจุนเจือเขาได้ ง่ายกว่าอย่างอื่น
ก็อยากให้เพื่อน ๆ ได้เข้าใจว่า อาชีพคนทำร้านทองก็เป็นแค่อาชีพสุจริตอาชีพหนึ่ง หาได้เป็นอาชีพที่เลวร้ายจ้องแต่จะเอากำไรสูง ๆ แต่ประการใด

วันแม่ 2008

Uncategorized August 12th, 2008

ก็ไม่มีอะไรมาก นอกจากเราเองก็รักแม่เหมือนกัน เพลงนี้มีความหมายสำหรับครอบครัวเราค่อนข้างมากเลยอยากบันทึกไว้ครับ

im-oon

สมาธิ … ความอดทน … และความสำเร็จ

Uncategorized July 20th, 2008

สมาธิ … ?
ทุกคนอยากมี แต่สมควรต้องมี ในการทำงาน

ช่วงเวลาที่จะทำงานมีสมาธิที่สุด สำหรับทั่วไปส่วนใหญ่แล้ว …
ก็คือกลางคืน ไม่ Online ไม่พบปะผู้คน … เก็บตัว … ปลีกวิเวก …
หรือไม่อย่างนั้นก็ต้องฝึกวิปัสสนา จนสามารถควบคุมสมาธิตนเองได้

กลางวัน : ชีวิตคนเราต้องทำงาน และพบปะผู้คน
เป็นธรรมดาที่จะไม่สามารถมีสมาธิได้เท่ากลางคืน
เป็นเรื่องปกติของทุกๆ คน … ไม่ว่าจะระดับใดก็ตาม

ทำไมบางคนแม้อยู่ในสถานการณ์เดียวกัน ถึงทำงานได้โดยมีความสุข?
เพราะเขาเข้าใจงาน และสามารถแยกแยะได้ ว่าจะจัดการกับมันอย่างไร
จัดแบ่ง จัดระดับความสำคัญ แล้วทำตามแผนการที่จัดไว้

ถ้าไม่สามารถจัดการได้ เราก็จะทำงานได้โดยไม่มีความสุข
และก็ต้องย่ำอยู่ หรือถอยหลังเข้าคลอง …

ทำไมผู้นำประเทศ หรือผู้ประสบความสำเร็จ แม้มีเรื่องเสียสมาธิตลอดเวลา
ถึงจัดการอะไรได้ทั้งหมด ?? ต่างๆ แม้มีเรื่องมากมาย เขาก็ทำได้
เพราะอะไร? …

ไม่มีอะไรที่เรียบง่ายตลอด … ไม่มีงานไหนที่ smooth ตลอดเวลา …
เป็นเรื่องธรรมดาที่ต้องขึ้นๆ ลงๆ โยกนั่น โยกไปนี่
ชีวิต … ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ หรือปูพรมแดงตลอดเวลา … อย่างที่เค้าว่าไว้
ชีวิต … คือการต่อสู้ คือการลงทุน ที่จะศึกษา และพัฒนาอยู่ตลอดเวลา
ชีวิต … ที่ประสบความสำเร็จ ทุกๆ คนเริ่มมาจากความลำบาก …
ความลำบาก … ของแต่ละคนต่างๆ กัน … บางคนเรียกว่า เอ็นแทบขาด … ก็ยังสู้
ความลำบาก … บางคนแลกด้วยชีวิต … ก็ยังสู้
ความลำบาก … ของเราเรียกว่าลำบาก แล้วหรือ … ???
ความลำบาก … บางคนแล้ว แม้จำลำบากแค่ไหน ก็ขอให้ได้แค่โอกาส ….
โอกาส … ที่จะได้เรียนรู้ ได้ทำงาน ได้ศึกษา
โอกาส … ที่จะได้พัฒนาชีวิตให้ดีขึ้นไปเรื่อยๆ
โอกาส … ที่มั่นคง … ที่จะได้ทำให้ชีวิตมีความมั่นคง

อย่าลืมว่า …

โอกาส … ไม่ได้หาได้ง่ายๆ อีกต่อไปแล้ว ในสังคมที่แข่งขันกันทุกๆ วันนี้
แต่ …
สิ่งที่ยากกว่านั้นคือ …
"การรักษาโอกาสไม่ให้หลุดลอยไป … แต่ใช้โอกาสของคุณให้คุ้มค่าที่สุด"
….

เหนื่อยบ้าง ก็ต้องอดทน
Thomas Edison นักวิทยาศาสตร์ ยังบอกว่า
"Genius is one percent inspiration and ninety-nine percent perspiration."
(อัจฉริยภาพคือหนึ่งเปอร์เซ็นต์ของแรงบันดาลใจ และอีกเก้าสิบเก้าเปอร์เซ็นต์ของการทำงานอย่างหนักหน่วง)

เบื้องหลังความสำเร็จและงานสร้างสรรค์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดไม่ใช่อัจฉริยภาพ หรือพรสวรรค์ หากคือความอดทน (Perseverance)

อุปสรรคที่ทำให้ไม่มีสมาธิ … เกิดขึ้นเสมอ
เกิดขึ้นทุกวัน และเกิดขึ้นกับทุกคน
คนชนะคือคนที่อดทนกับมันได้

Wind of Change

Uncategorized June 30th, 2008

เพลงนี้ มี ที่มา จากเรื่องการเมืองครับ klaus meines แต่งเพลงนี้ เพื่อ ใช้ในการแสดงสดใน การแสดงที่ มอสโคว เมื่อ ปี1989 เมื่อตอนที่ สงครามเย็นใกล้ จบลง ตามคำเชิญ ของ นายมิคาอิล กอบาชอพ อดีตประธานาธิบดี ของ โซเวียต i folow the moskwa แปลว่า ลอยล่องไปตาม มหานที มอสควา อันเป็นชื่อของ แม่ น้ำที่ไหลผ่านกรุงมอสโคว อัน เป็มที่มาของชื่อ กรุงมอสโคว นั่นเอง ครับ เพลงนี้ จึงเป็นอมตะ ทั้งในแง่ ของ ความไพเราะ และ ในแง่ของ ความหมาย

windofchangeT

Please forgive me, Bryan Adam.

Uncategorized June 30th, 2008

It still feels like our first night together
มันยังรู้สึกเหมือนกับคืนแรกที่อยู่ด้วยกันของสองเรา
Feels like the first kiss and It’s gettin’ better baby
รู้สึกเหมือนจุมพิศแรกและมันก็รู้สึกดีขึ้นนะ ที่รัก
No one can better this I’m still hold on and you’re still the one
ไม่มีใครจะดีไปกว่านี้อีก ฉันยังคงรู้สึกอย่างนั้น และเธอก็เป็นหนึ่งนั้น
The first time our eyes met it’s the same feelin’ I get
ครั้งแรกที่ตาสบตา เราคงรู้สึกไม่ต่างกัน 
Only feels much stronger and I wanna love ya longer
แค่ความรู้สึกที่มากขึ้นและฉันก็อยากรักเธอนานขึ้นๆ
You still turn the fire on
เธอยังคงจุดไฟฉัน
So If you’re feelin’ lonely.. don’t
ถ้าเธอรู้สึกโดดเดี่ยวเมื่อไร … อย่าเป็นอย่างนั้น
You’re the only one I’d ever want
เธอคือคนเดียวเท่านั้นที่ฉันต้องการ
I only wanna make it good
ฉันก็อยากเพียงแค่ทำให้มันดีๆ
So if I love ya a little more than I should
ดังนั้นถ้าฉันรักเธอมากขึ้นอีกนิดกว่าที่ควร
Please forgive me I know not what I do
ให้อภัยฉันเถิดนะ ฉันไม่รู้เลยว่าฉันทำอะไรลงไป
Please forgive me I can’t stop lovin’ you
ให้อภัยฉันเถิดนะ ฉันมิอาจหยุดรักเธอได้
Don’t deny me
อย่าได้ปฎิเสธฉันเลย
This pain I’m going through
ฉันต้องเจอความปวดร้าวนี้
Please forgive me
ให้อภัยฉันเถิดนะ
If I need ya like I do
ฉันยังต้องการเธอ
Please believe me
โปรดเชื่อฉันเถิดนะ
Every word I say is true
ทุกๆ คำที่ฉันพูดนั้นเป็นความจริง
Please forgive me I can’t stop loving you
ให้อภัยฉันเถิดนะ ฉันมิอาจหยุดรักเธอได้
Still feels like our best times are together
ยังรู้สิกเหมือนวันเวลาที่ดีที่สุดที่เราอยู่ด้วยกัน
Feels like the first touch
รู้สึกเหมือนสัมผัสแรก
We’re still gettin’ closer baby
เรายังคงใกล้กันมากๆ ขึ้น
Can’t get close enough I’m still holdin’ on
ยังไม่ใกล้ได้มากพอ ฉันยังพยายามที่จะใกล้ต่อไป
You’re still number one I remember the smell of your skin
เธอยังคงเป็นคนแรกที่ฉันยังจำกลิ่นอายจากผิวของเธอ
I remember everything
ฉันยังคงจำทุกสิ่งทุกอย่าง
I remember all your moves
ยังคงจำทุกการเคลื่อนไหว
I remember you
ยังคงจดจำเธอนั้น …
I remember the nights ya know I still do
ยังจำคืนนั้น เธอรู้ดีว่าว่าฉันยังจำได้
One thing I’m sure of
อย่างหนึ่งที่ฉันมั่นใจ
Is the way we make love
คือวิธีที่เราได้แนบชิด (censor นิดๆ ^_^ … แปลเอาเอง) 
And the one thing I depend on
และขึ้นอยู่กับสิ่งเดียวเท่านั้น
Is for us to stay strong
สำหรับเราที่จะเคียงคู่กันอย่างมั่นคง
With every word and every breath I’m prayin’
ด้วยทุกถ้อยคำ และทุกลมหายใจ ที่ฉันภาวนา …
That’s why I’m sayin’…
นั่นคือทำไมฉันถึงพูดออกมา …

PS : แปลได้อาจไม่สมบูรณ์และสละสลวยนะครับ ตรงไหนต้องแก้ให้สวยก็แนะนำมาได้นะครับ

The Coming Economic Collapse: How You Can Thrive When Oil Cost $200 a Barrel.

Uncategorized June 29th, 2008

วันเสาร์ที่แล้วผมไปเดินดูหนังสือเพื่อซื้อไปให้ ครบๆจะได้ต่ออายุสมาชิกฟรี ตอนแรกก็ว่าจะหาหนังสือเรื่อง Superclass: The global powet elite and the world they are making แต่หาไม่เจอ เลยไปด้อมๆมองๆแถวมุมหนังสือเศรษฐศาสตร์เผื่อมีเล่มไหนที่นี่สนใจ (ผมไม่ชอบหนังสือประเภท Get rich Quick หรือพวกตำราหุ้นเท่าไหร่นัก) ตอนแรกก็จับเรื่องการล่มสลายของเศรษฐกิจอเมริกาแต่มันหนาไปหน่อย แล้วเล่มนี้มันอยู่ติดกันแถมชื่อก็น่าสนใจดี เลยหยิบมาเปิดๆดูเล่นซะหน่อยไม่ได้กะซื้อหรอกครับ เพราะนึกว่าเป็นหนังสือตามกระแสน้ำมันแพงธรรมดา แต่ที่เตะตาผมคือ คำโปรยในปกใน
"In his 1986 book, Getting in on the Ground Floor, Dr. Leeb prophesied the great bull market of the 1990s. In his 1999 book, Defying the Market, he warned investors of the coming collapse in technology shares. And in February 2004, when crude oil cost under $33 a barrel, Dr. Leeb’s book The Oil Factor predicted soaring energy prices were just around the corner. "

ทำให้ผมกลับมาดูวันที่พิมพ์หนังสืออีกครั้ง หนังสือเล่มนี้พิมพ์ครั้งแรกเดือนกุมภาพันธ์ปี 2006 ครับ ซึ่งราคาน้ำมันในตอนนั้นอยู่ที่ราวๆ 60US$ เท่านั้นเอง นั่นทำให้ผมตัดสินใจซื้อหนังสือเล่มนี้ทันที … ถึงแพงก็ต้องกัดฟันมันเป็นกรรมของคนชอบอ่านหนังสือครับ อย่างอื่นประหยัดได้แต่เจอหนังสือที่อยากได้ส่วนใหญ่มักต้านทานไม่ค่อยอยู่ สรุปคือผมอ่านหนังสือเล่มนี้จบในเวลาอันรวดเร็ว(ก็มันบางอ่ะ 212 หน้าเอง) แต่คุ้มครับ กับสนนราคาหน้าละสี่บาทกว่าๆ และไหนๆก็อ่านมาแล้วก็จะลองเอาเรื่องที่เขาเขียนมาแบ่งปันกันบ้าง เผื่อใครจะมีมุมมองอื่นๆที่ผมอาจจะนึกไม่ถึงในการอ่านหนังสือเล่มนี้

ภาพรวมของหนังสือ
ก็ตามชื่อครับ คือ 1)เขาทำนายว่าน้ำมันจะพุ่งขึ้นถึง 200 $ ในช่วงประมาณสิ้นทศวรรษนี้ ก็อีกไม่ถึงสองปีดีดัก และ2)ขู่เอาไว้ว่าถ้า(อเมริกา)ไม่เตรียมตัวรับปัญหาแต่เนิ่นๆเศรษฐกิจ หรือแม้กระทั่งอารยธรรมอาจจะล่มสลายได้  สุดท้าย 3)เขาบอกว่าถ้ารัฐบาลชักช้าแก้ปัญหาไม่ทันการ เราควรจะป้องกันตัวเอง (และความมั่งคั่งของตัวเอง) ยังไงดี

น้ำมันแพงเพราะอะไร
เขาบอกว่ามันมีปัจจัยทั้งสองด้านคือทั้งด้าน Demand และ Supply ครับ
ปัจจัยด้าน Demand
นั่นคือคือการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาโดยเฉพาะ Chindia (China + India) เขาประมาณเอาไว้ว่า ถ้าทั้งสองประเทศนี้จะใช้น้ำมันต่อหัวเท่าประเทศพัฒนาแล้วในปัจจุบันในระยะ เวลายี่สิบปี โลกจะมีความต้องการน้ำมันเพิ่มขึ้นปีละ 5% หรือเท่ากับ 2.65 เท่า นี่คือความต้องการใช้น้ำมันของประเทศอื่นไม่เพิ่มขึ้นเลยนะครับ รวมทั้งประชากรโลกคงที่ด้วย ถ้าเรานับประเทศอื่นอย่างบราซิล อาร์เจนตินา หรือยุโรปตะวันออก รวมทั้งประเทศแถบ SEA ตัวเลขมันจะกระฉูดไปเท่าไหร่ก็ไม่ทราบเหมือนกัน ความต้องการน้ำมันปี 2006 เท่ากับ 86 ล้านบาร์เรลต่อวัน ถ้าคูณเข้าไปก็จะอยู่ที่ 228 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในปี 2026!!!!!!!!!!!!
ปัจจัยด้าน Supply
ความต้องการมันเพิ่มขึ้นทุกปีแต่กำลังการผลิตมันไม่ได้เพิ่มตามเร็วขนาดนั้น น่ะสิครับ เรามาดูเหตุผลกัน ในช่วงทศวรรษ 1950 นักธรนีวิทยาชื่อ M.King Hubbert สังเกตพบว่าเมื่อเราสูบน้ำมันมาใช้ถึงครึ่งบ่อแล้ว ผลผลิตมันจะลดลง ยกตัวอย่างบ่อน้ำมันมีน้ำมันอยู่ 10000 ล้าน บาร์เรล สมมติให้เราสูบได้วันละ 1 ล้านบาร์เรล แต่เมื่อน้ำมันลดลงเหลือ 5000 ล้านบาร์เรล เราจะสูบได้น้อยลงเรื่อยๆ อาจจะเหลือแค่วันละ 7 แสน และยิ่งน้ำมันเหลือน้อยยิ่งสูบได้ยาก และเขาประมาณว่าปริมาณการผลิตน้ำมันของอเมริกาจะเข้าสู่จุดสูงสุดในช่วง 1970′ หลังจากนั้นจะเริ่มตกต่ำ ซึ่งมันก็เป็นไปตามที่เขาคาด  จากการประมาณการกำลังการผลิตสูงสุดของโลกส่วนใหญ่จะให้ 2010 คือปีที่โลกมีกำลังการผลิตสูงสุดและจะตกลงเรื่อยๆหลังจากนั้นก็จะลดลง http://en.wikipedia.org/wiki/Image:PU200611_Fig1.png
ในเมื่อบ่อเก่ากำลังหมด แล้วบ่อใหม่ล่ะ?
ตั้งแต่ปี 1962 เป็นต้นมา การค้นพบทุ่งน้ำมันขนาดใหญ่ก็ลดลงเรื่อยๆ ….. แปลง่ายๆคือของที่มันพบง่ายๆเราพบไปหมดแล้ว เหลือแต่ปลาซิวปลาสร้อยเท่านั้นเอง ตัวเลขที่น่าสนใจคือ oil Field ขนาดใหญ่ 1% ของ Oil Field ทั่วโลก ผลิตน้ำมัน 75% ของที่เราใช้กัน และถ้าเราขยายตัวเลขเป็น 3% ผลผลิตจะเพิ่มขึ้น เป็น 95% นั่นหมายความว่าน้ำมันที่เราใช้ๆกันเกือบทั้งโลก มาจาก Oil Field ใหญ่ๆไม่กี่แห่ง(3%)เท่านั้นเอง ถ้ามันหมดไปตามคำทำนายของ Hubbert ล่ะ?
*ทั่วโลกมี Oil Field ประมาณ 40000 แห่ง ดังนั้นน้ำมัน 95% ของโลกนี้มาจาก Oil Field ประมาณ 1200 แห่งเท่านั้น

ถ้าน้ำมันแพงขนาดนั้นอะไรจะเกิดขึ้น?
เขาเสนอว่าเป็นไปได้ในกรณีที่เลวร้ายที่สุดคืออารยธรรมจะล่มสลายไป!!! เขาพาเราย้อนไปดูการล่มสลายของอารยธรรมหลายๆอารยธรรมกัน ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากทรัพยากรที่ใช้อยู่หมดไปโดยไม่มีการเตรียมตัวทั้งนั้น อย่างเช่นโรมัน อารยธรรมโรมันเกิดจากการปล้น!! ใช่ครับโรมันแก้ปัญหาเรื่องทรัพยากรของตัวเองด้วยการทำสงครามปล้นชิงเอาจาก ดินแดนรอบข้าง เพื่อเอาทรัพย์สมบัติและแรงงานทาสมาใช้ ดังนั้นอาณาจักรโรมันจึงมีอาณาเขตกว้างขวางใหญ่โต แต่เมื่อถึงจุดๆหนึ่งที่ใหญ่เกินไป มันก็เริ่มไม่คุ้มกับการสร้างและบำรุงรักษากำลังทหาร ในที่สุดอาณาจักรโรมันก็พ่ายให้แก่พวก Barbarian ไป เพราะไม่สามารถหาทรัพยากรเพียงพอที่จะมาป้องกันอาณาเขตอันกว้างใหญ่ของตนเอง ได้นั่นเอง
ตัวอย่างต่อมาคือเกาะอีสเตอร์ ที่ทุกคนคงคุ้นกันดีจากเจ้าหินแกะสลักรูปหน้าคนโมอาย การล่มสลายของอารยธรรมเกาะอีสเตอร์ก็เนื่องจากเจ้าโมอายนี่เอง เพราะในการเคลื่อนย้ายและติดตั้งเจ้านี่มันต้องใช้ต้นไม้ ผู้นำแต่ละรุ่นต่างก็แข่งกันสร้างให้ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ มากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งต้นไม้หมดเกาะกลายเป็นเกาะหัวโล้น ผลผลิตอาหารลดฮวบฮาบเพราะไม่มีผลไม้ให้เก็บ ไม่มีไม้ไปสร้างเรือจับปลา ดินเลื่อมลงเพราะการกัดกร่อนเนื่องจากไม่มีอะไรคลุมดิน
แล้วมีอารยธรรมไหนบ้างที่รอดพ้นจากเรื่องพวกนี้?
มีครับ ทางรอดจากวิกฤตการนี้มีสามทาง ทางแรกคือ Zero Growth ในเมื่อไม่สามารถหาทรัพยากรเพิ่มเติมได้ ก็ต้องจำกัดการใช้ให้อยู่ในขอบเขตที่สามารถสร้างเพิ่มได้ ตัวอย่างก็เช่นญี่ปุ่นช่วงปี 1650 ที่ประสบปัญหาด้านอาหาร เนื่องจากการตัดไม้ทำลายป่า ก็ผ่านช่วงวิกฤตมาได้ด้วยการบริหารการตัดไม้อย่างเคร่งครัด รวมทั้งควบคุมจำนวนประชากรให้คงที่ หรืออย่างชาวเกาะ Tikopia ที่มีการควบคุมจำนวนประชากรไม่ให้เกินกำลังที่ธรรมชาติจะรองรับได้
ทางที่สองคือลดความซับซ้อนลง อย่างเช่นที่รัสเซียแตกเป็นประเทศเล็กๆน้อยๆหลายๆประเทศ เพราะเขาไม่มีทรัพยากรเพียงพอที่จะบำรุงรักษาระบบที่จะรวมทั้งหมดเข้าด้วย กัน
ทางที่สามคือหาพลังงานแบบใหม่มาแทนที่พลังงานแบบเก่า อย่างที่อังกฤษเปลี่ยนจากการใช้ฟืนมาเป็นถ่านหินแทน
ถ้าวิกฤตมันใกล้ขนาดนี้แล้วทำไมคนเราถึงไม่เห็นกัน หรือไม่ค่อยเห็นทางข่าวเลย
ในยุค 1950′ นักจิตวิทยาชื่อ Solomon Asch http://en.wikipedia.org/wiki/Solomon_Asch ได้ทำการทดลองที่น่าสนใจอันหนึ่งคือ คือให้คนกลุ่มหนึ่งดูเส้นบนแผนกระดาษ จากนั้นมีคำตอบให้เลือกสามอันว่าอันไหนยาวเท่ากับตัวอย่าง ในแต่ละกลุ่มจะทดสอบสามครั้งโดยสองครั้งแรกจะเป็นการทดลอง ครั้งที่สามจะเป็นของจริง ทริกมีอยู่ว่าในแต่ละกลุ่มนั้นจะมีคนเดียวที่เขาไม่ได้เตี๊ยมเอาไว้ ในสองรอบแรกเขาเตี๊ยมกันว่าให้ตอบคำตอบที่ถูก แต่ในรอบสุดท้ายให้ทุกคนเลือกคำตอบที่ผิดเหมือนกันหมดทุกคน เพื่อดูว่าคนๆเดียวที่เหลืออยู่นั้นจะเลือกตอบคำตอบที่ถูกต้องหรือเลือกตอบ ตามคนส่วนใหญ่ …. 12 จาก 18 คน เลือกตอบตามคนส่วนใหญ่ ทั้งๆที่คำตอบมันเห็นชัดๆว่าผิดแต่เขาก็เลือกตอบตามคนส่วนใหญ่ นี่แสดงให้เห็นว่าบางทีคนเราก็เลือกที่จะไหลตามคนส่วนใหญ่โดยไม่ยอมเชื่อตัว เอง
ถัดมาอีกในปี 1961 Milgram ก็ได้ทำการทดลองเพื่อดูว่าเป็นไปได้หรือเปล่าที่คนเราจะเชื่อฟัง "ผู้มีอำนาจ" จนไม่ลืมหูลืมตา ผลของมันก็คงจะเดากันได้นะครับ ….คนส่วนใหญ่เชื่อผู้มีอำนาจอย่างไม่ลืมหูลืมตาทีเดียว http://en.wikipedia.org/wiki/Milgram_experiment
Leeb (คนเขียนหนังสือเล่มนี้) เสนอว่าทั้งสองอย่างนี้คือสิ่งที่ทำให้วิกฤตน้ำมันไม่ค่อยได้รับความสนใจ เท่าที่ควร กล่าวคือ ผู้นำไม่เชื่อว่ามันจะเกิดขึ้น คนส่วนใหญ่มีแนวโน้มเชื่อผู้มีอำนาจ และคนส่วนใหญ่เช่นกันก็ไหลไปตามน้ำ ถ้ากลุ่มผู้มีอำนาจสูงสุดไม่ขยับก็จะไม่มีใครสนใจเรื่องที่มันขัดกับกระแส ของคนส่วนใหญ่

การปรับตัวของโลกเมื่อน้ำมันแพง
ตรงนี้เขาให้ Scenario ไว้หลายทาง แต่ทุกทางเริ่มต้นที่น้ำมันจะขึ้นไปแตะ 200US$ ทั้งนั้น ผมเอาสองทางใหญ่ๆมาให้ดูกันนะครับ
ผลที่เกิดจากน้ำมันราคาแพงคือเกิด Stagflation สิ่งที่เลวร้ายที่สุดคือโดนทั้งขึ้นทั้งล่อง ไม่ว่าจะเลือกแก้ปัญหาทางไหน
ถ้ารัฐบาลเลือกคุมเงินเฟ้อ ถ้าเดินผิดนิดเดียวสิ่งที่จะเกิดคือเศรษฐกิจถดถอย ถ้าเดินถูกก็อาจจะเกิดเศรษฐกิจตกต่ำ
ถ้ารัฐบาลเลือกกระตุ้นเศรษฐกิจ เราอาจจะได้เห็นเงินเฟ้อระดับเลขสองหลัก

การลงทุนในภาวะน้ำมันแพง
เขาเปรียบเทียบวิกฤตน้ำมันคราวนี้กับอันที่เกิดขึ้นเมื่อปี 1970 แล้วเสนออย่างนี้ครับ
การลงทุนที่ควรหลีกเลี่ยง
1. เงินสด - โดนเงินเฟ้อกินหมด (-10.5%)
2. พันธบัตร  - โดนเงินเฟ้อกินดอกหมดเหมือนกัน (-17.5%)
3. หุ้น - หุ้นดัชนี เพราะช่วงเศรษฐกิจไม่ดี P/E จะตกลง ช่วงปี 1970 index ลดลงกว่า 14%
กลุ่ม Cosmatic (-45.6%)
กลุ่ม Food (-6.0%)
กลุ่ม Retail Store (-34.0%)
กลุ่ม Airline (-37.0%)
กลุ่ม Autos (-55.0%)
กลุ่ม Chemical (-47.3%)
กลุ่ม Small cap (-50.9%)

การลงทุนที่น่าสนใจ
ทองคำ - ต้านเงินเฟ้อ
น้ำมัน - น้ำมัน 200$ คงไม่ต้องถามนะครับว่าทำไม
อสังหาริมทรัพย์ - เงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นจะลดภาระหนี้ลง การลงทุนอสังหาจะคล่องตัวขึ้น
จีน+อินเดีย - กลุ่มที่ยังโตขึ้นได้อีกแม้ในช่วงตกต่ำ
พลังงานทางเลือก - ก๊าซ(LPG) ลม นิวเคลียร์
The Coming Economic Collapse: How You Can Thrive When Oil Costs $200 a Barrel
by Stephen Leeb (Author), Glen Strathy (Author)

Taken from Pantip.com / Written by Nexus

เรียนรู้วิธีการพูดจาดีๆ จะได้ไม่มีปัญหา

Uncategorized June 13th, 2008

คุณว่าไหม… เวลานี้ผู้คนและสังคมไทยต่างประสบปัญหาคนพูดจาไม่ดีต่อกัน และการพูดจาไม่ดี ก็มักมีปัญหาตามมาเยอะแยะเต็มไปหมด ทั้งความขุ่นข้องหมองใจ ความไม่เข้าใจ และนำไปสู่ความแตกแยก ไม่ร่วมมือ และไม่ให้เข้ากันได้ในที่สุด เพราะเหตุนี้เอง… เราจึงควรหันหน้าเข้าหากัน พูดจาดีๆ ต่อกัน จะได้ไม่มีปัญหา ว่าแล้ว เรามาเรียนรู้วิธีการพูดการจาให้เป็นสง่าราศีแก่ชีวิตดีกว่าค่ะ

1. คนจะพูดดีได้ต้องเริ่มจากคิดดีก่อน
          ไม่มีประโยชน์ที่เราจะเริ่มต้นจากการคิดร้าย แม้กับคนที่เราไม่ถูกชะตาด้วยที่สุด ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่เราจะต้องพูดจาไม่ดีกับเขา การคิดดี ถือเป็นเรื่องพื้นฐานของมนุษย์ เป็นพื้นฐานของจิตใจที่ดีงาม ใครก็ตามที่รู้จักคิดดี เขาก็จะเห็นแง่งามของโลก ของชีวิต ของตนเอง และของผู้อื่น เมื่อเห็นแง่งามหรือแง่ดีของสิ่งต่างๆ เขาก็ย่อมมีทัศนคติที่ดี มีท่าทีที่ดี และเมื่อต้องพูดจาเสวนากัน เขาก็ย่อมพูดจาดี
"พูดดี" ในที่นี้หมายความว่า พูดเพราะ พูดคำสุภาพ มีน้ำเสียงที่สุภาพ มีหางเสียงครับ ค่ะ จ๊ะ จ้ะ เพื่อแสดงความมีมารยาท มีไมตรีจิต ไม่พูดคำหยาบ ไม่ใส่ร้าย ไม่ตะคอกตะเบ็งใส่กัน ไม่ประชดประชัน ไม่โกหกพกลม คนจะพูดดีเช่นนี้ได้จะคิดร้ายอยู่ในใจไม่ได้แน่นอน เพราะความร้ายกาจในใจจะเผยมาทางคำพูด น้ำเสียง แววตา หรือท่าทีขณะที่พูดได้ จึงจำเป็นต้องฝึกตนให้เป็นคนคิดดี 

2. พูดถูกกาลเทศะ
          ไม่ใช่ตลอดเวลาหรอกนะคะ ที่คนเราจะพูดได้ ต้องมีบ้างบางขณะที่เราควรหยุดพูด เพื่อเป็นผู้ฟังคนอื่นพูดบ้าง คนบางคนถูกตั้งข้อสังเกตว่า "ผีเจาะปากมาพูด" คือได้แต่พูด (พูดๆๆๆ) ฟังไม่เป็น ไม่เปิดโอกาสให้คนอื่นพูด ทำตัวเป็นผู้รู้ไปหมดทุกเรื่อง จึงพูดอยู่ตลอดเวลา คนแบบนี้น่ารำคาญ… จริงไหม
อย่า ทำตัวน่ารำคาญด้วยการพูดจาไม่หยุดไม่หย่อน ไม่ดูวาระและโอกาส คนพูดเป็นจะรู้ว่าโอกาสไหนควรพูด โอกาสไหนควรฟัง และโอกาสไหนควรวางเฉย หลักการพูดให้ถูกกาลเทศะทำได้ง่ายๆ คือ ดูว่าเราต้องพูดในหัวข้อไหน เรื่องอะไร พูดที่ไหน ใครฟัง ผู้ฟังกี่คน ฟังกันในที่เปิดเผย หรือในห้องจำกัด พูดสั้นหรือพูดยาว จริงจัง หรือกันเอง ใครอ่านสถานการณ์ออกเตรียมตัวพร้อม ก็สามารถพูดจาได้น่าจดจำตามวาระและโอกาสนั้นๆ ได้เสมอ

3. พูดมีเนื้อหาสาระ
          ห้ามพูดเรื่อยเปื่อย ไม่ว่าจะคุยกันกับเพื่อน ผู้ร่วมงาน พ่อแม่ หรือพูดในที่ประชุมหรือที่สาธารณะ ก็ต้องมีเป้าหมายในการพูด พูดอย่างมีสาระ มีขอบเขตชัดเจนว่าต้องการสื่อสารเรื่องอะไร หรือต้องการจะบอกกับผู้ฟังว่าอะไร

4. พูดจาให้น่าฟัง 
น้ำ เสียงที่กังวานแจ่มใส ดังพอประมาณ พูดจาฉะฉานชัดเจน จะดึงดูดความสนใจจากผู้ฟังได้มาก การพูดในบางครั้งต้องพูดปากเปล่า แต่บ่อยครั้งก็ต้องพูดผ่านไมโครโฟน หากมีโอกาสฝึกฝนเรื่องการใช้เสียงอย่างเหมาะสม ทั้งแบบปากเปล่าและผ่านไมโครโฟนได้ ก็ควรทำ เพราะการพูดผ่านไมโครโฟนนั้น ต้องมีระยะใกล้ไกลระหว่างปากกับไมโครโฟนที่พอเหมาะ เสียงจึงจะชัดเจน ไม่มีเสียงเสียดแทรกจนผู้ฟังรู้สึกไม่สบายหู หรือรำคาญ ในการพูดนั้น ควรมีการเน้นจังหวะและเว้นจังหวะ เพื่อให้เกิดความน่าสนใจ ชวนติดตาม

5. พูดให้เกิดความรู้สึกร่วม
          วิธีการง่ายๆ คือ สบตากับผู้ฟังอย่างทั่วถึง ตั้งคำถามในขณะพูดแล้วค่อยๆ อธิบายเพื่อนำไปสู่คำตอบ สอบถามผู้ฟังบ้างในบางหัวข้อที่ง่ายๆ หรือเป็นเรื่องของประสบการณ์ เป็นเรื่องของความคิดเห็นที่ไม่ใช่เรื่อง ซึ่งเมื่อตอบแล้วอาจถูกหรือผิด ทั้งนี้ ผู้พูดจำเป็นต้องรู้พื้นภูมิของผู้ฟังบ้าง เพื่อพูดในภาษาที่เขาเข้าใจง่าย บางครั้งการพูดด้วยสำเนียงท้องถิ่นก็ทำให้ผู้ฟังรู้สึกดี รู้สึกเป็นกันเอง อย่าพูดไทยผสมกับภาษาต่างประเทศโดยไม่อธิบาย เลือกใช้ภาษาต่างประเทศเท่าที่จำเป็นเท่านั้น
การพูด เป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของคนเรา เป็นภาพฟ้องอุปนิสัยใจคอ จึงไม่อาจพูดจาเรื่อยเปื่อย ไร้จุดหมาย ไร้การระมัดระวังได้… การพูดนำมาซึ่งมิตรและศัตรู แต่ก็นั่นแหละ เราเลือกได้นี่คะ ว่าจะพูดให้ได้เพื่อน หรือพูดให้ได้ศัตรู… การพูดทำให้คนเราดูดีหรือดูแย่ได้ทั้งนั้น อยู่ที่ว่าเราเลือกอะไร… ย้อนกลับไปอ่านทั้ง 5 ข้ออีกครั้ง แล้วลองตัดสินใจเลือกดูนะคะ

Taken from http://www.posttoday.com

Rubik Solve Summary by me

Uncategorized June 11th, 2008

tonimaxx-solverubik

คาร์เวียร์ : ไข่ปลาคำละแสน

Uncategorized May 30th, 2008


Caviar : (noun) Salted roe of sturgeon or other large fish; usually served as an hors d’oeuvre.

caviar ไข่ปลาคาร์เวียร์ หนึ่งในเมนูสุดแพงและสุดหรูมาทุกยุคทุกสมัย ถูกตีค่าว่าคืออาหารแห่งความสำเร็จ คาร์เวียร์ คืออาหารอันเป็นสัญลักษณ์ของ ความสำเร็จ ความหรูหรา แต่ที่น่าสนใจ ไปกว่านั้น มีคนบอกว่า คาร์เวียร์ทานแล้วช่วยปลุกพลังทางเพศ โบราณเชื่อกันมา และยังทำให้คงความอ่อนวัย สวยงามได้ มีเครื่องสำอางค์หลายยี่ห้อใช้คาร์เวียร์เป็นส่วนผสมต้านริ้วรอย เช่น ซิลเซ่ มียาแคปซูลที่ใส่น้ำมันคาร์เวียร์เข้าไปข้างใน เพื่อเคลือบ กระเพาะก่อน ทำให้ไม่เมา เป็นพื้นฐานว่าคาร์เวียร์มีคุณภาพสูง สาวิณี อัศวานุชิต ผู้จัดการฝ่ายประชาสัมพันธ์ และโฆษณาห้องอาหารดิสทิส บอกถึงความเชื่อถึงอาหารจานแพง แต่เรื่องความพิเศษของคาร์เวียร์ คงไม่ใช่เพราะสรรพคุณดังว่าเพียงอย่างเดียว คาร์เวียร์ยังมีเรื่องของตัวเองที่ส่งเสริมเติมค่าให้ตัวเอง มีค่าตัว เป็นหลักแสน หลักล้าน คาร์เวียร์ คือ ไข่ปลา ซึ่งไม่ใช่ ปลาคาร์เวียร์ แต่มาจากปลาชื่อ สเตอร์เจียน ปลาชนิดนี้มีขนาดใหญ่ตั้งแต่ 3 ถึง 5 เมตร ใหญ่เท่ากับรถบัส ปลาสเตอร์เจียนกำเนิดอยู่ในยุคไดโนเสาร์ มีมา 250 ล้านปี ปัจจุบันไดโนเสาร์ สูญพันธุ์จากโลกไปแล้วหลายล้านปี แต่สเตอร์เจียนยังอยู่ และโครงร่างไม่เปลี่ยนแปลงไม่ว่าในยุคไดโนเสาร์หน้าตาเป็นอย่างไร สเตอร์เจียนยุคนี้ก็หน้าตาเหมือนเมื่ออดีต เป็นปลาอายุยืน คือมีอายุขัยตั้งแต่ 12 - 80 ปี

ปลาสเตอร์เจียนอาศัยอยู่ในทะเลแคสเปียน คาร์เวียร์ที่ดีที่สุดในโลกมาจากอิหร่าน แต่ประเทศผู้ส่งออกคาร์เวียร์เป็นล่ำเป็นสัน กลับเป็นรัสเซีย ย้อนไปเมื่ออดีต สมัยพระเจ้าซาร์สที่ 3 ของรัสเซียเรืองอำนาจ กษัตริย์และราชวงศ์ เรียกร้องให้มีการเสริฟคาร์เวียร์ทุกมื้อ ขณะที่ประชาชนยากจน ข้นแค้น อิหร่านในฐานะประเทศเมืองขึ้น ต้องส่งคาร์เวียร์ให้พระเจ้าซาร์สที่ 3 ตลอดเมื่อจับปลาได้ หากพบว่าสามัญชนลักลอบกินไข่คาร์เวียร์ ผู้นั้นจักต้องโทษโดนตัดมือ อิหร่านจึงรู้แต่วิธีจับปลา สเตอร์เจียน แต่กรรมวิธีการเก็บหรือปรุงคาร์เวียร์ให้มีรสชาติ และคุณภาพ จึงอยู่ในภูมิปัญญาของ ชาวรัสเซีย จากอดีตจนถึงปัจจุบันก็ยังเป็นเช่นนั้น

deviledeggswithcaviar10tr9

คาร์เวียร์ ที่ได้รับการยกย่องจากนักกินคาร์เวียร์ทั่วโลก ต้องยี่ห้อ คาร์เวียร์เฮาส์ มีกรรมวิธีโบราณ เพราะเจ้าตระกูลรุ่นแรกเคยเป็นต้นเครื่องให้สมัย พระเจ้าซาร์สที่ 3 สืบทอดกรรมวิธีเทคนิค การปรุงคาร์เวียร์มาจนถึงลูกหลาน คาร์เวีย์เฮาส์ เริ่มขยายสาขาร้านคาร์เวียร์จากรัสเซียไปยังเดนมาร์ก เป็นประเทศแรก กรรนวิธีการผลิตคาร์เวียร์โบราณที่สืบทอดกันมา เมื่อได้ไข่จากท้องปลา สเตอร์เจียนแล้ว จะนำมาขยำบนตะแกรง ซึ่งเส้นของ ตะแกรง ทำมาจากหางของม้า ความถี่ของตะแกรงจะเป็นเครื่องแบ่งเกรดของไข่ปลา ไข่ปลาที่เม็ดใหญ่สวยงาม จัดอยู่ในเกรดเอ ราคาแพงที่สุด ส่วนเม็ดรองลงมาอยู่ในเกรด บี หากไม่เป็นเม็ดเป็นทรง จะนำมาเป็นคาร์เวียร์อัดกระป๋อง

ไข่ที่ได้จะมาผสมกับเกลือ แล้วบรรจุลงในกระป่องดีบุก เพราะเชื่อว่าดีบุกจะไม่ทำลายรสชาติของคาร์เวียร์ จากนั้นนำไปเก็บในตู้เย็น วิธีรับประทาน คาร์เวียร์สมัยโบราณ บอกไว้ว่าต้องใช้ ช้อนทองเท่านั้น ให้ลิ้มรสคาร์เวียร์ตรงปลายช้อน เพราะเชื่อว่าจะได้รสชาติของคาร์เวียร์ที่ชัดเจน หากไม่ใช้ ช้อน ก็ใช้มือ โดยกำมือแล้ววางคาร์เวียร์ไว้เหนือหัวแม่มือแล้วยกขึ้นรับประทานเลย ขนาดของคาร์เวียร์ ที่รับประทานเป็นกรัม ชาวรัสเซียต้องทานกับ วอดก้า เพราะรัสเซียผลิตวอดก้าได้จำนวนมาก สมัยใหม่นิยมรับประทานคาร์เวียร์กับแชมเปญ หรือ ไวน์ขาว เพราะมีรสชาติที่เบาบาง ไม่ทำลายรสชาติ คาร์เวียร์

หากถามด้านคุณค่าทางอาหารของคาร์เวียร์ นักโภชนาการบอกไว้ว่า ถ้าเทียบกับไข่ปลาทั่วไป คาร์เวียร์มีโปรตีนน้อยกว่า แต่หากวัดกันที่แคลอรี่และ คอเลสเตอรอลที่สูงปรี๊ดในไข่ปลาทุกชนิด คาร์เวียร์มีน้อยกว่า แถมมีวิตามินสูงกว่า คาร์เวียร์ เป็นอาหารบอบบางมีคุณค่าสูง และมีรสชาตินุ่ม กลมกล่อม นักกินคาร์เวียร์ให้นิยามรสชาติของมันว่า ” ทะเล ” ที่นำมาหลอมรวมไว้ใน ไข่ปลา ใบเล็กๆ นอกจากนี้ยังแบ่งแยกรสชาติจาก ปลาสายพันธุ์ ปลาสเตอร์เจียน ซึ่งมีด้วยกัน 3 พันธุ์ หลักๆได้แก่ เบลูก้า ออสซีตร้า และ เซฟรุก้า แต่ละพันธุ์จะมีไข่ให้บริโภคได้ต่างกัน แต่อย่างต่ำๆ 8 ปี จึงจะมีคาร์เวียร์อยู่ในท้อง

ศาวิณี ถามไถ่ชนิดของปลาจากกุ๊กของห้องอาหารร่วมด้วยการเปิดตำราคาร์เวียร์ ถ่ายทอดข้อมูลให้ฟังว่า ชนิดของคาร์เวียร์ ที่เรียกว่า เบลูก้า ( Beluga ) ได้จากปลาสเตอร์เจียนที่หายากที่สุด มีขนาดใหญ่ที่สุด ราว 6 เมตร หนักราว 600 กิโลกรัม มีน้ำหนักไข่ราว 25 - 50 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักตัวปลา เบลูก้าเป็นพันธุ์เดียวที่กินเนื้อเป็นอาหาร ไข่จึงมีสีเทาถึงดำสนิท โดยไข่ที่มีสีเทาจาง เป็นไข่ที่หายากและแพงที่สุด มีจุดเด่นที่บอบบางและมีกลิ่นจางๆ จากทะเล โดยกลิ่นนี้จะมีอยู่ในไข่จากเบลูก้าทุกสีทุกขนาด

ออสซีตร้า อันเป็นไข่ปลาที่น่าสนใจที่สุด เนื่องจากมีหลายสี หลายขนาด หลายรสชาติ ซึ่งความหลากหลายนี้ขึ้นอยู่กับสิ่งที่ปลากินเข้าไป เนื่องด้วย อาศัย อยู่ใต้น้ำลึกจึงมีอาหารต่างกัน พบว่าปลาที่ถูกจับในน่านน้ำพร้อมๆกัน ทว่ารสชาติของไข่กลับแตกต่างกันสิ้นเชิง เป็นปลาอายุราว 60 - 80 ปี แต่มีบันทึกไว้ว่าเคยจับปลาชนิดนี้ได้อายุถึง 120 ปี ไข่ของมันมีสีน้ำตาลผสมเทา พร้อมเงาสะท้อนสีทองเข้ม รสชาติเป็นเอกลักษณ์คือความมัน ของถั่วผสมกับครีม

เซฟรุก้า ( Sevruga ) เป็นปลาที่มีขนาดเล็กที่สุด มีขนาดราว 1.5 เมตร เซฟรุก้าให้ไข่ตั้งแต่อายุ 7 - 10 ปี นับว่าเร็วที่สุดในบรรดาปลาสเตอร์เจียน แต่ไข่มีคุณภาพดีที่สุดอายุ 18 - 22 ปี ลักษณะเป็นไข่เนื้อเม็ดละเอียด ตั้งแต่สีดำไปจนถึงสีเทา แต่ไข่สีดำมีราคาแพงสุด รสชาติมีจุดเด่นจากการ ที่มีรสเค็มจาง สดชื่น เป็นชนิดไข่ที่มีราคาแพงสุดในท้องตลาด

แพงสุดต้องยกให้ อัสมัส ( Almas ) มันเป็นคาร์เวียร์ที่หายากที่สุดในโลก เป็นไข่สีขาวทองสะท้อน อัสมัส เป็นตำนานแห่งท้องทะเลแคสเปียน มีปริมาณเพียง 3 - 5 กิโลกรัมต่อปีเท่านั้น อัสมัส ได้จากปลาสเตอร์เจียนเผือก ใครจับได้ถือว่าถูกลอตเตอรี่รางวัลที่ 1 กล่าวกันว่าเป็นไข่ที่มีรสชาติ ซับซ้อน ที่สุด ต้องสั่งจองล่วงหน้า

หลากโรงแรมระดับห้าดาวในเมืองไทย จะต้องมีเมนูนี้เตรียมไว้ในกรณีที่มีคนพิเศษมาพัก ว่ากันว่าคาร์เวียร์ในโรงแรมใช้วิธีหิ้วกันมาแบบ ไม่เสียภาษีถูกต้อง ไม่มีในเมนู อาหารแพงขนาดนี้ แต่ละโรงแรมจะเก็บไว้ในเซฟอย่างดี แต่ถ้าต้องการความแน่นอนชัดเจน ของเมนูคาร์เวียร์ที่มีเสริฟ กันทุกวัน ต้องไปชิมกันบนยอดตึก สเตททาวเวอร์ บนนั้นมี ห้องอาหารดิสทีล ที่นำอาหารสุดแพง หายากที่สุดในโลกมาเสริฟกัน ผู้จัดการประชา สัมพันธ์คนสวย เล่าให้ฟังว่า จากที่ทดลองเมนูคาร์เวียร์มา 1 เดือน คนไทยตอบรับดีมาก กลุ่มที่ให้ความนิยมสั่งคาร์เวียร์มาแกล้มไวน์ขาว เป็นอันดับ หนึ่ง คือนายธนาคารทั้งหลายนามสกุลดังๆ ที่รู้จักดี ที่ขายดีคือเบลูก้า ซึ่งเป็นคาร์เวียร์แพงสุดในบรรดาคาร์เวียร์ที่จำหน่าย

ราคาเซตเมนูที่จำหน่ายของดัสทีล เบลูก้า 30 กรัม หรือ 2 ช้อนโต๊ะ 15,000 บาท อาสซีตร้า 30 กรัม 8,900 บาท เซฟรุก้า 30 กรัม 7,900 บาท ส่วนอัสมัสยังไม่มีจำหน่าย แต่เจ้าของร้านที่นี่ ยืนยันว่าจะมาในไม่ช้าหากมีการจับได้ เพราะทางคาร์เวียร์เฮาส์ ได้ให้คำมั่นสัญญาไว้ว่า จะนำมาจำหน่าย ในประเทศไทยด้วย ซึ่งคำนวณราคาไม่ได้ แต่เชื่อว่าขนาด 30 กรัม อาจจะอยู่เลขหลักแสน หรือ มากกว่านั้น

คาร์เวียร์ ถือเป็นรางวัลชนิดหนึ่งหรับคนไทยที่อยากลอง และ เป็นอาหารของการแสดงความขอบคุณ เมื่อตกลงเซ็นสัญญาทำธุรกิจร่วมกัน ข้อสังเกตจากฝ่ายประชาสัมพันธ์ของร้านที่ส่วนใหญ่ ลูกค้าสั่งคาร์เวียร์มาต้องมีวาระและโอกาส ส่วนใครจะสั่งมากินแบบเพลินๆ ก็มีเหมือนกันตาม สไตล์เศรษฐี

ภาพไข่ปลาคาร์เวียร์ จาก google.com

Read the rest of this entry »

CrawlTrack: free crawlers and spiders tracking script- SEO script -script gratuit de d�tection des robots


Stats