Wind of Change

Uncategorized June 30th, 2008

เพลงนี้ มี ที่มา จากเรื่องการเมืองครับ klaus meines แต่งเพลงนี้ เพื่อ ใช้ในการแสดงสดใน การแสดงที่ มอสโคว เมื่อ ปี1989 เมื่อตอนที่ สงครามเย็นใกล้ จบลง ตามคำเชิญ ของ นายมิคาอิล กอบาชอพ อดีตประธานาธิบดี ของ โซเวียต i folow the moskwa แปลว่า ลอยล่องไปตาม มหานที มอสควา อันเป็นชื่อของ แม่ น้ำที่ไหลผ่านกรุงมอสโคว อัน เป็มที่มาของชื่อ กรุงมอสโคว นั่นเอง ครับ เพลงนี้ จึงเป็นอมตะ ทั้งในแง่ ของ ความไพเราะ และ ในแง่ของ ความหมาย

windofchangeT

Please forgive me, Bryan Adam.

Uncategorized June 30th, 2008

It still feels like our first night together
มันยังรู้สึกเหมือนกับคืนแรกที่อยู่ด้วยกันของสองเรา
Feels like the first kiss and It’s gettin’ better baby
รู้สึกเหมือนจุมพิศแรกและมันก็รู้สึกดีขึ้นนะ ที่รัก
No one can better this I’m still hold on and you’re still the one
ไม่มีใครจะดีไปกว่านี้อีก ฉันยังคงรู้สึกอย่างนั้น และเธอก็เป็นหนึ่งนั้น
The first time our eyes met it’s the same feelin’ I get
ครั้งแรกที่ตาสบตา เราคงรู้สึกไม่ต่างกัน 
Only feels much stronger and I wanna love ya longer
แค่ความรู้สึกที่มากขึ้นและฉันก็อยากรักเธอนานขึ้นๆ
You still turn the fire on
เธอยังคงจุดไฟฉัน
So If you’re feelin’ lonely.. don’t
ถ้าเธอรู้สึกโดดเดี่ยวเมื่อไร … อย่าเป็นอย่างนั้น
You’re the only one I’d ever want
เธอคือคนเดียวเท่านั้นที่ฉันต้องการ
I only wanna make it good
ฉันก็อยากเพียงแค่ทำให้มันดีๆ
So if I love ya a little more than I should
ดังนั้นถ้าฉันรักเธอมากขึ้นอีกนิดกว่าที่ควร
Please forgive me I know not what I do
ให้อภัยฉันเถิดนะ ฉันไม่รู้เลยว่าฉันทำอะไรลงไป
Please forgive me I can’t stop lovin’ you
ให้อภัยฉันเถิดนะ ฉันมิอาจหยุดรักเธอได้
Don’t deny me
อย่าได้ปฎิเสธฉันเลย
This pain I’m going through
ฉันต้องเจอความปวดร้าวนี้
Please forgive me
ให้อภัยฉันเถิดนะ
If I need ya like I do
ฉันยังต้องการเธอ
Please believe me
โปรดเชื่อฉันเถิดนะ
Every word I say is true
ทุกๆ คำที่ฉันพูดนั้นเป็นความจริง
Please forgive me I can’t stop loving you
ให้อภัยฉันเถิดนะ ฉันมิอาจหยุดรักเธอได้
Still feels like our best times are together
ยังรู้สิกเหมือนวันเวลาที่ดีที่สุดที่เราอยู่ด้วยกัน
Feels like the first touch
รู้สึกเหมือนสัมผัสแรก
We’re still gettin’ closer baby
เรายังคงใกล้กันมากๆ ขึ้น
Can’t get close enough I’m still holdin’ on
ยังไม่ใกล้ได้มากพอ ฉันยังพยายามที่จะใกล้ต่อไป
You’re still number one I remember the smell of your skin
เธอยังคงเป็นคนแรกที่ฉันยังจำกลิ่นอายจากผิวของเธอ
I remember everything
ฉันยังคงจำทุกสิ่งทุกอย่าง
I remember all your moves
ยังคงจำทุกการเคลื่อนไหว
I remember you
ยังคงจดจำเธอนั้น …
I remember the nights ya know I still do
ยังจำคืนนั้น เธอรู้ดีว่าว่าฉันยังจำได้
One thing I’m sure of
อย่างหนึ่งที่ฉันมั่นใจ
Is the way we make love
คือวิธีที่เราได้แนบชิด (censor นิดๆ ^_^ … แปลเอาเอง) 
And the one thing I depend on
และขึ้นอยู่กับสิ่งเดียวเท่านั้น
Is for us to stay strong
สำหรับเราที่จะเคียงคู่กันอย่างมั่นคง
With every word and every breath I’m prayin’
ด้วยทุกถ้อยคำ และทุกลมหายใจ ที่ฉันภาวนา …
That’s why I’m sayin’…
นั่นคือทำไมฉันถึงพูดออกมา …

PS : แปลได้อาจไม่สมบูรณ์และสละสลวยนะครับ ตรงไหนต้องแก้ให้สวยก็แนะนำมาได้นะครับ

The Coming Economic Collapse: How You Can Thrive When Oil Cost $200 a Barrel.

Uncategorized June 29th, 2008

วันเสาร์ที่แล้วผมไปเดินดูหนังสือเพื่อซื้อไปให้ ครบๆจะได้ต่ออายุสมาชิกฟรี ตอนแรกก็ว่าจะหาหนังสือเรื่อง Superclass: The global powet elite and the world they are making แต่หาไม่เจอ เลยไปด้อมๆมองๆแถวมุมหนังสือเศรษฐศาสตร์เผื่อมีเล่มไหนที่นี่สนใจ (ผมไม่ชอบหนังสือประเภท Get rich Quick หรือพวกตำราหุ้นเท่าไหร่นัก) ตอนแรกก็จับเรื่องการล่มสลายของเศรษฐกิจอเมริกาแต่มันหนาไปหน่อย แล้วเล่มนี้มันอยู่ติดกันแถมชื่อก็น่าสนใจดี เลยหยิบมาเปิดๆดูเล่นซะหน่อยไม่ได้กะซื้อหรอกครับ เพราะนึกว่าเป็นหนังสือตามกระแสน้ำมันแพงธรรมดา แต่ที่เตะตาผมคือ คำโปรยในปกใน
"In his 1986 book, Getting in on the Ground Floor, Dr. Leeb prophesied the great bull market of the 1990s. In his 1999 book, Defying the Market, he warned investors of the coming collapse in technology shares. And in February 2004, when crude oil cost under $33 a barrel, Dr. Leeb’s book The Oil Factor predicted soaring energy prices were just around the corner. "

ทำให้ผมกลับมาดูวันที่พิมพ์หนังสืออีกครั้ง หนังสือเล่มนี้พิมพ์ครั้งแรกเดือนกุมภาพันธ์ปี 2006 ครับ ซึ่งราคาน้ำมันในตอนนั้นอยู่ที่ราวๆ 60US$ เท่านั้นเอง นั่นทำให้ผมตัดสินใจซื้อหนังสือเล่มนี้ทันที … ถึงแพงก็ต้องกัดฟันมันเป็นกรรมของคนชอบอ่านหนังสือครับ อย่างอื่นประหยัดได้แต่เจอหนังสือที่อยากได้ส่วนใหญ่มักต้านทานไม่ค่อยอยู่ สรุปคือผมอ่านหนังสือเล่มนี้จบในเวลาอันรวดเร็ว(ก็มันบางอ่ะ 212 หน้าเอง) แต่คุ้มครับ กับสนนราคาหน้าละสี่บาทกว่าๆ และไหนๆก็อ่านมาแล้วก็จะลองเอาเรื่องที่เขาเขียนมาแบ่งปันกันบ้าง เผื่อใครจะมีมุมมองอื่นๆที่ผมอาจจะนึกไม่ถึงในการอ่านหนังสือเล่มนี้

ภาพรวมของหนังสือ
ก็ตามชื่อครับ คือ 1)เขาทำนายว่าน้ำมันจะพุ่งขึ้นถึง 200 $ ในช่วงประมาณสิ้นทศวรรษนี้ ก็อีกไม่ถึงสองปีดีดัก และ2)ขู่เอาไว้ว่าถ้า(อเมริกา)ไม่เตรียมตัวรับปัญหาแต่เนิ่นๆเศรษฐกิจ หรือแม้กระทั่งอารยธรรมอาจจะล่มสลายได้  สุดท้าย 3)เขาบอกว่าถ้ารัฐบาลชักช้าแก้ปัญหาไม่ทันการ เราควรจะป้องกันตัวเอง (และความมั่งคั่งของตัวเอง) ยังไงดี

น้ำมันแพงเพราะอะไร
เขาบอกว่ามันมีปัจจัยทั้งสองด้านคือทั้งด้าน Demand และ Supply ครับ
ปัจจัยด้าน Demand
นั่นคือคือการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาโดยเฉพาะ Chindia (China + India) เขาประมาณเอาไว้ว่า ถ้าทั้งสองประเทศนี้จะใช้น้ำมันต่อหัวเท่าประเทศพัฒนาแล้วในปัจจุบันในระยะ เวลายี่สิบปี โลกจะมีความต้องการน้ำมันเพิ่มขึ้นปีละ 5% หรือเท่ากับ 2.65 เท่า นี่คือความต้องการใช้น้ำมันของประเทศอื่นไม่เพิ่มขึ้นเลยนะครับ รวมทั้งประชากรโลกคงที่ด้วย ถ้าเรานับประเทศอื่นอย่างบราซิล อาร์เจนตินา หรือยุโรปตะวันออก รวมทั้งประเทศแถบ SEA ตัวเลขมันจะกระฉูดไปเท่าไหร่ก็ไม่ทราบเหมือนกัน ความต้องการน้ำมันปี 2006 เท่ากับ 86 ล้านบาร์เรลต่อวัน ถ้าคูณเข้าไปก็จะอยู่ที่ 228 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในปี 2026!!!!!!!!!!!!
ปัจจัยด้าน Supply
ความต้องการมันเพิ่มขึ้นทุกปีแต่กำลังการผลิตมันไม่ได้เพิ่มตามเร็วขนาดนั้น น่ะสิครับ เรามาดูเหตุผลกัน ในช่วงทศวรรษ 1950 นักธรนีวิทยาชื่อ M.King Hubbert สังเกตพบว่าเมื่อเราสูบน้ำมันมาใช้ถึงครึ่งบ่อแล้ว ผลผลิตมันจะลดลง ยกตัวอย่างบ่อน้ำมันมีน้ำมันอยู่ 10000 ล้าน บาร์เรล สมมติให้เราสูบได้วันละ 1 ล้านบาร์เรล แต่เมื่อน้ำมันลดลงเหลือ 5000 ล้านบาร์เรล เราจะสูบได้น้อยลงเรื่อยๆ อาจจะเหลือแค่วันละ 7 แสน และยิ่งน้ำมันเหลือน้อยยิ่งสูบได้ยาก และเขาประมาณว่าปริมาณการผลิตน้ำมันของอเมริกาจะเข้าสู่จุดสูงสุดในช่วง 1970′ หลังจากนั้นจะเริ่มตกต่ำ ซึ่งมันก็เป็นไปตามที่เขาคาด  จากการประมาณการกำลังการผลิตสูงสุดของโลกส่วนใหญ่จะให้ 2010 คือปีที่โลกมีกำลังการผลิตสูงสุดและจะตกลงเรื่อยๆหลังจากนั้นก็จะลดลง http://en.wikipedia.org/wiki/Image:PU200611_Fig1.png
ในเมื่อบ่อเก่ากำลังหมด แล้วบ่อใหม่ล่ะ?
ตั้งแต่ปี 1962 เป็นต้นมา การค้นพบทุ่งน้ำมันขนาดใหญ่ก็ลดลงเรื่อยๆ ….. แปลง่ายๆคือของที่มันพบง่ายๆเราพบไปหมดแล้ว เหลือแต่ปลาซิวปลาสร้อยเท่านั้นเอง ตัวเลขที่น่าสนใจคือ oil Field ขนาดใหญ่ 1% ของ Oil Field ทั่วโลก ผลิตน้ำมัน 75% ของที่เราใช้กัน และถ้าเราขยายตัวเลขเป็น 3% ผลผลิตจะเพิ่มขึ้น เป็น 95% นั่นหมายความว่าน้ำมันที่เราใช้ๆกันเกือบทั้งโลก มาจาก Oil Field ใหญ่ๆไม่กี่แห่ง(3%)เท่านั้นเอง ถ้ามันหมดไปตามคำทำนายของ Hubbert ล่ะ?
*ทั่วโลกมี Oil Field ประมาณ 40000 แห่ง ดังนั้นน้ำมัน 95% ของโลกนี้มาจาก Oil Field ประมาณ 1200 แห่งเท่านั้น

ถ้าน้ำมันแพงขนาดนั้นอะไรจะเกิดขึ้น?
เขาเสนอว่าเป็นไปได้ในกรณีที่เลวร้ายที่สุดคืออารยธรรมจะล่มสลายไป!!! เขาพาเราย้อนไปดูการล่มสลายของอารยธรรมหลายๆอารยธรรมกัน ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากทรัพยากรที่ใช้อยู่หมดไปโดยไม่มีการเตรียมตัวทั้งนั้น อย่างเช่นโรมัน อารยธรรมโรมันเกิดจากการปล้น!! ใช่ครับโรมันแก้ปัญหาเรื่องทรัพยากรของตัวเองด้วยการทำสงครามปล้นชิงเอาจาก ดินแดนรอบข้าง เพื่อเอาทรัพย์สมบัติและแรงงานทาสมาใช้ ดังนั้นอาณาจักรโรมันจึงมีอาณาเขตกว้างขวางใหญ่โต แต่เมื่อถึงจุดๆหนึ่งที่ใหญ่เกินไป มันก็เริ่มไม่คุ้มกับการสร้างและบำรุงรักษากำลังทหาร ในที่สุดอาณาจักรโรมันก็พ่ายให้แก่พวก Barbarian ไป เพราะไม่สามารถหาทรัพยากรเพียงพอที่จะมาป้องกันอาณาเขตอันกว้างใหญ่ของตนเอง ได้นั่นเอง
ตัวอย่างต่อมาคือเกาะอีสเตอร์ ที่ทุกคนคงคุ้นกันดีจากเจ้าหินแกะสลักรูปหน้าคนโมอาย การล่มสลายของอารยธรรมเกาะอีสเตอร์ก็เนื่องจากเจ้าโมอายนี่เอง เพราะในการเคลื่อนย้ายและติดตั้งเจ้านี่มันต้องใช้ต้นไม้ ผู้นำแต่ละรุ่นต่างก็แข่งกันสร้างให้ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ มากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งต้นไม้หมดเกาะกลายเป็นเกาะหัวโล้น ผลผลิตอาหารลดฮวบฮาบเพราะไม่มีผลไม้ให้เก็บ ไม่มีไม้ไปสร้างเรือจับปลา ดินเลื่อมลงเพราะการกัดกร่อนเนื่องจากไม่มีอะไรคลุมดิน
แล้วมีอารยธรรมไหนบ้างที่รอดพ้นจากเรื่องพวกนี้?
มีครับ ทางรอดจากวิกฤตการนี้มีสามทาง ทางแรกคือ Zero Growth ในเมื่อไม่สามารถหาทรัพยากรเพิ่มเติมได้ ก็ต้องจำกัดการใช้ให้อยู่ในขอบเขตที่สามารถสร้างเพิ่มได้ ตัวอย่างก็เช่นญี่ปุ่นช่วงปี 1650 ที่ประสบปัญหาด้านอาหาร เนื่องจากการตัดไม้ทำลายป่า ก็ผ่านช่วงวิกฤตมาได้ด้วยการบริหารการตัดไม้อย่างเคร่งครัด รวมทั้งควบคุมจำนวนประชากรให้คงที่ หรืออย่างชาวเกาะ Tikopia ที่มีการควบคุมจำนวนประชากรไม่ให้เกินกำลังที่ธรรมชาติจะรองรับได้
ทางที่สองคือลดความซับซ้อนลง อย่างเช่นที่รัสเซียแตกเป็นประเทศเล็กๆน้อยๆหลายๆประเทศ เพราะเขาไม่มีทรัพยากรเพียงพอที่จะบำรุงรักษาระบบที่จะรวมทั้งหมดเข้าด้วย กัน
ทางที่สามคือหาพลังงานแบบใหม่มาแทนที่พลังงานแบบเก่า อย่างที่อังกฤษเปลี่ยนจากการใช้ฟืนมาเป็นถ่านหินแทน
ถ้าวิกฤตมันใกล้ขนาดนี้แล้วทำไมคนเราถึงไม่เห็นกัน หรือไม่ค่อยเห็นทางข่าวเลย
ในยุค 1950′ นักจิตวิทยาชื่อ Solomon Asch http://en.wikipedia.org/wiki/Solomon_Asch ได้ทำการทดลองที่น่าสนใจอันหนึ่งคือ คือให้คนกลุ่มหนึ่งดูเส้นบนแผนกระดาษ จากนั้นมีคำตอบให้เลือกสามอันว่าอันไหนยาวเท่ากับตัวอย่าง ในแต่ละกลุ่มจะทดสอบสามครั้งโดยสองครั้งแรกจะเป็นการทดลอง ครั้งที่สามจะเป็นของจริง ทริกมีอยู่ว่าในแต่ละกลุ่มนั้นจะมีคนเดียวที่เขาไม่ได้เตี๊ยมเอาไว้ ในสองรอบแรกเขาเตี๊ยมกันว่าให้ตอบคำตอบที่ถูก แต่ในรอบสุดท้ายให้ทุกคนเลือกคำตอบที่ผิดเหมือนกันหมดทุกคน เพื่อดูว่าคนๆเดียวที่เหลืออยู่นั้นจะเลือกตอบคำตอบที่ถูกต้องหรือเลือกตอบ ตามคนส่วนใหญ่ …. 12 จาก 18 คน เลือกตอบตามคนส่วนใหญ่ ทั้งๆที่คำตอบมันเห็นชัดๆว่าผิดแต่เขาก็เลือกตอบตามคนส่วนใหญ่ นี่แสดงให้เห็นว่าบางทีคนเราก็เลือกที่จะไหลตามคนส่วนใหญ่โดยไม่ยอมเชื่อตัว เอง
ถัดมาอีกในปี 1961 Milgram ก็ได้ทำการทดลองเพื่อดูว่าเป็นไปได้หรือเปล่าที่คนเราจะเชื่อฟัง "ผู้มีอำนาจ" จนไม่ลืมหูลืมตา ผลของมันก็คงจะเดากันได้นะครับ ….คนส่วนใหญ่เชื่อผู้มีอำนาจอย่างไม่ลืมหูลืมตาทีเดียว http://en.wikipedia.org/wiki/Milgram_experiment
Leeb (คนเขียนหนังสือเล่มนี้) เสนอว่าทั้งสองอย่างนี้คือสิ่งที่ทำให้วิกฤตน้ำมันไม่ค่อยได้รับความสนใจ เท่าที่ควร กล่าวคือ ผู้นำไม่เชื่อว่ามันจะเกิดขึ้น คนส่วนใหญ่มีแนวโน้มเชื่อผู้มีอำนาจ และคนส่วนใหญ่เช่นกันก็ไหลไปตามน้ำ ถ้ากลุ่มผู้มีอำนาจสูงสุดไม่ขยับก็จะไม่มีใครสนใจเรื่องที่มันขัดกับกระแส ของคนส่วนใหญ่

การปรับตัวของโลกเมื่อน้ำมันแพง
ตรงนี้เขาให้ Scenario ไว้หลายทาง แต่ทุกทางเริ่มต้นที่น้ำมันจะขึ้นไปแตะ 200US$ ทั้งนั้น ผมเอาสองทางใหญ่ๆมาให้ดูกันนะครับ
ผลที่เกิดจากน้ำมันราคาแพงคือเกิด Stagflation สิ่งที่เลวร้ายที่สุดคือโดนทั้งขึ้นทั้งล่อง ไม่ว่าจะเลือกแก้ปัญหาทางไหน
ถ้ารัฐบาลเลือกคุมเงินเฟ้อ ถ้าเดินผิดนิดเดียวสิ่งที่จะเกิดคือเศรษฐกิจถดถอย ถ้าเดินถูกก็อาจจะเกิดเศรษฐกิจตกต่ำ
ถ้ารัฐบาลเลือกกระตุ้นเศรษฐกิจ เราอาจจะได้เห็นเงินเฟ้อระดับเลขสองหลัก

การลงทุนในภาวะน้ำมันแพง
เขาเปรียบเทียบวิกฤตน้ำมันคราวนี้กับอันที่เกิดขึ้นเมื่อปี 1970 แล้วเสนออย่างนี้ครับ
การลงทุนที่ควรหลีกเลี่ยง
1. เงินสด - โดนเงินเฟ้อกินหมด (-10.5%)
2. พันธบัตร  - โดนเงินเฟ้อกินดอกหมดเหมือนกัน (-17.5%)
3. หุ้น - หุ้นดัชนี เพราะช่วงเศรษฐกิจไม่ดี P/E จะตกลง ช่วงปี 1970 index ลดลงกว่า 14%
กลุ่ม Cosmatic (-45.6%)
กลุ่ม Food (-6.0%)
กลุ่ม Retail Store (-34.0%)
กลุ่ม Airline (-37.0%)
กลุ่ม Autos (-55.0%)
กลุ่ม Chemical (-47.3%)
กลุ่ม Small cap (-50.9%)

การลงทุนที่น่าสนใจ
ทองคำ - ต้านเงินเฟ้อ
น้ำมัน - น้ำมัน 200$ คงไม่ต้องถามนะครับว่าทำไม
อสังหาริมทรัพย์ - เงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นจะลดภาระหนี้ลง การลงทุนอสังหาจะคล่องตัวขึ้น
จีน+อินเดีย - กลุ่มที่ยังโตขึ้นได้อีกแม้ในช่วงตกต่ำ
พลังงานทางเลือก - ก๊าซ(LPG) ลม นิวเคลียร์
The Coming Economic Collapse: How You Can Thrive When Oil Costs $200 a Barrel
by Stephen Leeb (Author), Glen Strathy (Author)

Taken from Pantip.com / Written by Nexus

เรียนรู้วิธีการพูดจาดีๆ จะได้ไม่มีปัญหา

Uncategorized June 13th, 2008

คุณว่าไหม… เวลานี้ผู้คนและสังคมไทยต่างประสบปัญหาคนพูดจาไม่ดีต่อกัน และการพูดจาไม่ดี ก็มักมีปัญหาตามมาเยอะแยะเต็มไปหมด ทั้งความขุ่นข้องหมองใจ ความไม่เข้าใจ และนำไปสู่ความแตกแยก ไม่ร่วมมือ และไม่ให้เข้ากันได้ในที่สุด เพราะเหตุนี้เอง… เราจึงควรหันหน้าเข้าหากัน พูดจาดีๆ ต่อกัน จะได้ไม่มีปัญหา ว่าแล้ว เรามาเรียนรู้วิธีการพูดการจาให้เป็นสง่าราศีแก่ชีวิตดีกว่าค่ะ

1. คนจะพูดดีได้ต้องเริ่มจากคิดดีก่อน
          ไม่มีประโยชน์ที่เราจะเริ่มต้นจากการคิดร้าย แม้กับคนที่เราไม่ถูกชะตาด้วยที่สุด ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่เราจะต้องพูดจาไม่ดีกับเขา การคิดดี ถือเป็นเรื่องพื้นฐานของมนุษย์ เป็นพื้นฐานของจิตใจที่ดีงาม ใครก็ตามที่รู้จักคิดดี เขาก็จะเห็นแง่งามของโลก ของชีวิต ของตนเอง และของผู้อื่น เมื่อเห็นแง่งามหรือแง่ดีของสิ่งต่างๆ เขาก็ย่อมมีทัศนคติที่ดี มีท่าทีที่ดี และเมื่อต้องพูดจาเสวนากัน เขาก็ย่อมพูดจาดี
"พูดดี" ในที่นี้หมายความว่า พูดเพราะ พูดคำสุภาพ มีน้ำเสียงที่สุภาพ มีหางเสียงครับ ค่ะ จ๊ะ จ้ะ เพื่อแสดงความมีมารยาท มีไมตรีจิต ไม่พูดคำหยาบ ไม่ใส่ร้าย ไม่ตะคอกตะเบ็งใส่กัน ไม่ประชดประชัน ไม่โกหกพกลม คนจะพูดดีเช่นนี้ได้จะคิดร้ายอยู่ในใจไม่ได้แน่นอน เพราะความร้ายกาจในใจจะเผยมาทางคำพูด น้ำเสียง แววตา หรือท่าทีขณะที่พูดได้ จึงจำเป็นต้องฝึกตนให้เป็นคนคิดดี 

2. พูดถูกกาลเทศะ
          ไม่ใช่ตลอดเวลาหรอกนะคะ ที่คนเราจะพูดได้ ต้องมีบ้างบางขณะที่เราควรหยุดพูด เพื่อเป็นผู้ฟังคนอื่นพูดบ้าง คนบางคนถูกตั้งข้อสังเกตว่า "ผีเจาะปากมาพูด" คือได้แต่พูด (พูดๆๆๆ) ฟังไม่เป็น ไม่เปิดโอกาสให้คนอื่นพูด ทำตัวเป็นผู้รู้ไปหมดทุกเรื่อง จึงพูดอยู่ตลอดเวลา คนแบบนี้น่ารำคาญ… จริงไหม
อย่า ทำตัวน่ารำคาญด้วยการพูดจาไม่หยุดไม่หย่อน ไม่ดูวาระและโอกาส คนพูดเป็นจะรู้ว่าโอกาสไหนควรพูด โอกาสไหนควรฟัง และโอกาสไหนควรวางเฉย หลักการพูดให้ถูกกาลเทศะทำได้ง่ายๆ คือ ดูว่าเราต้องพูดในหัวข้อไหน เรื่องอะไร พูดที่ไหน ใครฟัง ผู้ฟังกี่คน ฟังกันในที่เปิดเผย หรือในห้องจำกัด พูดสั้นหรือพูดยาว จริงจัง หรือกันเอง ใครอ่านสถานการณ์ออกเตรียมตัวพร้อม ก็สามารถพูดจาได้น่าจดจำตามวาระและโอกาสนั้นๆ ได้เสมอ

3. พูดมีเนื้อหาสาระ
          ห้ามพูดเรื่อยเปื่อย ไม่ว่าจะคุยกันกับเพื่อน ผู้ร่วมงาน พ่อแม่ หรือพูดในที่ประชุมหรือที่สาธารณะ ก็ต้องมีเป้าหมายในการพูด พูดอย่างมีสาระ มีขอบเขตชัดเจนว่าต้องการสื่อสารเรื่องอะไร หรือต้องการจะบอกกับผู้ฟังว่าอะไร

4. พูดจาให้น่าฟัง 
น้ำ เสียงที่กังวานแจ่มใส ดังพอประมาณ พูดจาฉะฉานชัดเจน จะดึงดูดความสนใจจากผู้ฟังได้มาก การพูดในบางครั้งต้องพูดปากเปล่า แต่บ่อยครั้งก็ต้องพูดผ่านไมโครโฟน หากมีโอกาสฝึกฝนเรื่องการใช้เสียงอย่างเหมาะสม ทั้งแบบปากเปล่าและผ่านไมโครโฟนได้ ก็ควรทำ เพราะการพูดผ่านไมโครโฟนนั้น ต้องมีระยะใกล้ไกลระหว่างปากกับไมโครโฟนที่พอเหมาะ เสียงจึงจะชัดเจน ไม่มีเสียงเสียดแทรกจนผู้ฟังรู้สึกไม่สบายหู หรือรำคาญ ในการพูดนั้น ควรมีการเน้นจังหวะและเว้นจังหวะ เพื่อให้เกิดความน่าสนใจ ชวนติดตาม

5. พูดให้เกิดความรู้สึกร่วม
          วิธีการง่ายๆ คือ สบตากับผู้ฟังอย่างทั่วถึง ตั้งคำถามในขณะพูดแล้วค่อยๆ อธิบายเพื่อนำไปสู่คำตอบ สอบถามผู้ฟังบ้างในบางหัวข้อที่ง่ายๆ หรือเป็นเรื่องของประสบการณ์ เป็นเรื่องของความคิดเห็นที่ไม่ใช่เรื่อง ซึ่งเมื่อตอบแล้วอาจถูกหรือผิด ทั้งนี้ ผู้พูดจำเป็นต้องรู้พื้นภูมิของผู้ฟังบ้าง เพื่อพูดในภาษาที่เขาเข้าใจง่าย บางครั้งการพูดด้วยสำเนียงท้องถิ่นก็ทำให้ผู้ฟังรู้สึกดี รู้สึกเป็นกันเอง อย่าพูดไทยผสมกับภาษาต่างประเทศโดยไม่อธิบาย เลือกใช้ภาษาต่างประเทศเท่าที่จำเป็นเท่านั้น
การพูด เป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของคนเรา เป็นภาพฟ้องอุปนิสัยใจคอ จึงไม่อาจพูดจาเรื่อยเปื่อย ไร้จุดหมาย ไร้การระมัดระวังได้… การพูดนำมาซึ่งมิตรและศัตรู แต่ก็นั่นแหละ เราเลือกได้นี่คะ ว่าจะพูดให้ได้เพื่อน หรือพูดให้ได้ศัตรู… การพูดทำให้คนเราดูดีหรือดูแย่ได้ทั้งนั้น อยู่ที่ว่าเราเลือกอะไร… ย้อนกลับไปอ่านทั้ง 5 ข้ออีกครั้ง แล้วลองตัดสินใจเลือกดูนะคะ

Taken from http://www.posttoday.com

Rubik Solve Summary by me

Uncategorized June 11th, 2008

tonimaxx-solverubik

Speed Reading Technic 2

Speed Reading June 9th, 2008

เทคนิคการอ่านเร็ว***

หาก เป็นหนังสือโรมานซ์ คุณก็คงนั่งอ่านนอนอ่านอย่างเพลิดเพลิน และเผลอๆ อาจฝันว่าตัวเองเป็นนางเอกของเรื่องก็เป็นได้ แต่เมื่อเจอกองเอกสารพะเนินเทินทึกหรือหนังสือวิชาการต่างๆ ก็อาจทำให้คุณหัวหมุนได้ คุณจึงจำเป็นต้องเรียนรู้เทคนิค "Speed Reading" เพราะมันจะช่วยให้คุณประหยัดเวลาในการอ่านได้ถึงครึ่งหนึ่งโดยไม่ทำความ เข้าใจผิดพลาด มีเทคนิค 5 ข้อให้คุณฝึกเป็นนักอ่านสมองไวค่ะ
1. วัดระดับความเร็วของตัวเอง คุณอ่านหนังสือได้เร็วมั้ย ลองทดสอบตัวเองดูสิคะ โดยการอ่านบทความหนึ่ง 1 นาทีโดย
ใช้ ความเร็วธรรมดา แล้วนับคำที่คุณอ่านได้จำนวนคำที่คุณอ่าน บอกได้ถึงความเร็วในการอ่านของคุณ และเพื่อการทำความเข้าใจกับบทความ ก็ให้คุณเขียนสิ่งที่คุณเข้าใจในการอ่านออกมา ถ้าคุณเขียนได้มากขึ้นก็จะยิ่งดีขึ้นเรื่อยๆ ลองฝึกฝนบ่อยๆ แล้วคุณจะเห็นความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น
2. ผู้ช่วยตัวสำคัญ บางครั้งตาของคุณก็ไม่ได้จดจ่อกับตัวหนังสือใช่มั้ยจึงต้องอ่านไปมาหลายรอบ และเพื่อป้องกันอาการที่ว่านี้ก็ต้องมีผู้ช่วยตัวสำคัญ นั่นก็คือ การใช้ดินสอลากตัวหนังสือที่กำลังอ่านไปเรื่อยๆ ไล่ไปทีละคำด้วยความเร็วที่สม่ำเสมอจากซ้ายไปขวา และเมื่อจบบรรทัดก็ให้รีบเร่งบรรทัดใหม่ต่อไป
3. ฝึกความเร็วในการอ่าน หากฝึกอ่านหนังสือด้วยความเร็วสูงจะช่วยฝึกความสามารถในการอ่านได้ดี แม้ว่าจะเข้าใจเพียงเล็กน้อยก็ตาม เหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่าสมองจะชินกับความเร็วที่อ่าน ผลที่ได้ก็คือ การอ่านในระดับความเร็วธรรมดาที่อ่านแล้วจะทำให้เข้าใจเร็วขึ้น ให้คุณลองฝึกอ่านบทความภายในเวลา 3 นาที และต่อมาก็ใช้เวลาให้น้อยลงเป็น 2 นาที กับบทความเดิม และลดลงเหลือ 1 นาที และให้คุณฝึกบ่อยๆ จนกระทั่งคุณใช้เวลาสั้นๆ โดยไม่จำเป็นต้องเข้าใจบทความอย่างเพอร์เฟ็กต์
4. ฝึกอ่านทำความเข้าใจ การอ่านหนังสือเพื่อให้เข้าใจเนื้อเรื่องทั้งหมดเป็นเรื่องที่คุณจำเป็น ต้องฝึกฝนด้วยการมองหนังสือปราดเดียวก็เข้าใจ ให้คุณอ่านบทความในหนังสือพิมพ์และปิดหนังสือหนึ่งบรรทัดแล้วเปิดมือขึ้น เพื่อมองปราดเดียวแล้วพยายามเขียนถึงสิ่งที่คุณอ่านออกมา ให้ฝึกจนกระทั่งสายตาของคุณเข้าใจกับข้อความนั้นๆจากนั้นก็เริ่มบรรทัดต่อไป
5. ทำความเข้าใจกับบทความด้วยการมองผ่าน คุณได้ฝึกการอ่านแบบมองปราดเดียวมาแล้ว ดังนั้น คุณก็พร้อมที่จะฝึกขั้นต่อไป ให้คุณอ่านบทความโดยไม่มีผู้ช่วยด้วยการมองอ่านปราดเดียว ในการฝึกก็ให้คุณใช้ดินสอสีขีดบรรทัดในแนวดิ่ง ให้อ่านทั้งกลุ่มคำโดยไม่ต้องอ่านคำต่อคำ ด้วยสายตา ที่ตวัดบรรทัดต่อบรรทัด และให้ฝึกต่อโดยไม่ต้องใช้ดินสอสีขีดเส้นบรรทัดที่อ่านอีก แต่ให้ใช้ความจำ
Tip อ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์
การอ่านหนังสือหน้าจอคอมพิวเตอร์มักทำให้สายตาเมื่อยล้า ดังนั้น หากเป็นบทความยาวๆก็ขยายตัวหนังสือให้ใหญ่ขึ้นและใช้เมาส์ช่วยในการอ่าน เปิดจออินเตอร์เน็ตให้แคบลงเพื่อเลี่ยงแสงกะพริบจากโฆษณา ปิดเพลงและนั่งตัวตรงอ่านทำความเข้าใจ

เทคนิคการอ่านเร็ว

Speed Reading June 9th, 2008

ขอพูดสรุปรื่องการอ่านเร็ว (ฉบับย่อ)


ปัญหา

  • อ่านช้า
  • เวลาน้อย
  • หนังสือเยอะ


ข้อเท็จจริง

  • อ่านแบบเด็กๆ อยู่ก็เลยช้า
  • สายตาเร็ว กว่าที่เราคิดไว้มาก
  • ความคิดเร็วกว่าการอ่าน เยอะมาก
  • ความเร็วเฉลี่ยการอ่านของคนทั่วไป (ภาษาอังกฤษ) 250 คำ/นาที
  • ความเร็วสูงสุดในที่มนุษย์อ่านได้มากว่า 20,000 คำ/นาที
  • เมื่อเราอ่าน สายตาจะมีการทำ fixation (หยุดทำความเข้าใจ)ที่แต่ละอักษร/หรือคำ (คือคนปกติจะประมวลผลทีละอักษร/คำ)
  • จริงแล้วขีดความสามารถของสมองทำ fixation ได้มากคำ อาจได้ทีละหลายคำ ทั้งประโยค ทั้งย่อหน้า หรือทั้งหน้า ขึ้นอยู่กับการฝึกฝน
  • เมื่อตาหยุดทำ fixation จุดสนใจจะอยู่ที่ Fovea เป็นจุดที่ชัดที่สุด ที่ส่งรายละเอียดมากมายไปยังสมอง
  • พื้นที่อยู่รอบ fovea เีรียกว่า peripheral vision เป็นภาพที่สายตา เห็นลางๆ แต่ก็ยังส่งข้อมูลนี้ไปยังสมอง
  • เราไม่จำเป็นต้องอ่านออกเสียง (ในใจ) เพื่อให้เข้าใจ
  • การอ่านได้เร็ว จะเพิ่มขีดความสามารถในการทำความเข้าใจ(comprehension) เนื่องจากมีข้อมูลมากองรวมไว้ในความจำระยะสั้นได้มากที่จะผูกเป็นเรื่องรา ว/ภาพความเข้าใจ


วิธีการแก้ไขการอ่านช้า

  • เพิ่มขนาดของ Fovea และปริมาณคำของการทำ fixation ฝึกง่ายๆ ด้วยการมองทีละหลายๆ คำ เริ่มจาก สอง/สาม หรือทั้งประโยค
  • ใช้ข้อมูลจาก peripheral vision ช่วยในการอ่านแบบกวาด อย่างรวดเร็ว (ให้ fovea อ่านเฉพาะส่วนกลางของคอลัมน์)
  • หัดอ่านไม่ออกเสียงในใจ Subvocalisation หรือ Subsonic ฝึกง่ายๆ ด้วยการนับในใจ "หนึ่ง สอง สาม …สิบ หนึ่ง.." ไปเรื่อยๆ ขณะอ่าน จะทำให้สมองส่วนหนึ่งที่ควบคุมการอ่านออกเสียงไม่ทำงานกับ เนื้อหาที่กำลังอ่านอยู่
  • เมื่อทำได้ ข้อมูลจะไหลเข้าสู่สมองอย่างรวดเร็วแบบ thought stream ซึ่งจะทำให้ผู้อ่านอยู่ในขั้นที่มีสมาธิมาก หรือบางเทคนิคจะเรียกวิธีนี้ว่า เป็นการ "สะกดจิต"
ลองทำดูนะครับ และนำไปสอนนักเรียน ลูก หลาน
ลองจินตนาการดูว่า ถ้าคนทั้งประเทศอ่านได้เร็ว (และเข้าใจ) ได้เร็วขึ้นสองเท่า
ประเทศน่าจะพัฒนาเร็วขึ้น กว่านี้อาจมากกว่าสองเท่าก็ได้
เด็กมีความเครียดน้อยอง มีเวลาเล่นมากขึ้น มีเวลาจินตนาการ
ไม่ต้องท่องจำ เมื่อเข้าใจก็สามารถตอบคำถามเหมือนกับที่อาจารย์เข้าใจ

ในกรณีที่ต้องการท่องจำ ให้ใช้ Peg Memory มาช่วย

CrawlTrack: free crawlers and spiders tracking script- SEO script -script gratuit de d�tection des robots


Stats